2008/May/02

จริง ๆ ช่วงนี้มีเรื่องอยากเขียนอยู่หลายเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่วันนี้เอาเรื่องของ SE-ED ก่อนละกัน

พูดถึง SE-ED หลายคนคงรู้จักดีว่าเป็นร้านขายหนังสือชั้นนำของประเทศไทย แต่ที่มาของ SE-ED นั้นมีเรื่องที่น่าสนใจมากมายเหมือนกันครับ

ย้อนไปเมื่อ 33 ปีก่อนมีนิสิตชุมนุมวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มนึง (ประมาณ 7 คน) หนึ่งในนั้นคือ รศ.ยืน ภู่วรวรรณ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน ได้คิดว่าอยากให้คนไทยเก่งขึ้น จึงได้ร่วมกันก่อตั้ง SE-ED ขึ้นโดยชื่อนี้ย่อมาจาก Science, Engineering and Education เก๋ไหมครับ โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันว่า "จะดำเนินธุรกิจการเผยแพร่ความรู้โดยเน้นการพัฒนาความรู้ความสามารถของคนไทยในสาขาที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ โดยจะเน้นด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และการศึกษา" จากอุดมการณ์เล็ก ๆ ของคนกลุ่มนึงก็เติบโตจนเป็นร้านหนังสือชั้นนำของเมืองไทยในปัจจุบัน

ตลอดระยะเวลา 33 ปีที่ก่อตั้งมา SE-ED มีหลักการธรรมภิบาลที่ดีเยี่ยม ไม่เคยมีข่าวแย่ ๆ เกิดขึ้นแม้แต่ข่าวเดียว ทั้งนี้ก็มาจากอุดมการณ์หลักร่วมกันของผู้ก่อตั้งที่สานต่อมายังปัจจุบัน อ.ยืน บอกผมว่า "อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องไม่ดี เค้าและทีมงานจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด"

เมื่อวันที่ี 29 เม.ย. ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นของ SE-ED จึงได้พบสิ่งที่ประหลาดใจหลายอย่าง
อย่างแรก ก็คือเป็นการประชุมที่ยาวนานมาก เริ่มตั้งแต่ 14.00น. จน 19.00 น. ก็ยังไม่เสร็จ(ผมขอกลับออกมาก่อน) ที่ยาวนานอย่างนี้ก็เพราะว่า ท่านประธานได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นทุกคนซักถามได้ทุกเรื่องทุกมุมจนกว่าจะไม่มีผู้ถือหุ้นรายใดมีคำถามอีก เป็นเรื่องที่ดีและน่ายกย่องมากครับ และคำถามผู้ถือหุ้นแต่ละคนก็น่ารักมากเลยครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นแนวช่วยเสนอ idea เก๋ ๆ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเรื่องการบริการ การขาย หรือแม้กระทั่งวิธีการใช้ถุงพลาสติกเพื่อลดโลกร้อน

คำถามนึงจากผู้ถือหุ้นที่ผมฟังแล้วยิ่งทำให้ผมรู้สึกดีกับ SE-ED คือ
---> "มี SE-ED สาขาต่างจังหวัดสาขา...(ผมจำไม่ได้ว่าสาขาไหน) ที่ผม(ผู้ถือหุ้นท่านนั้น)ไปเยี่ยมชมมาแล้วรู้สึกว่ามันร้างมาก เลยคิดว่าน่าจะปิดสาขาไปไหม?
ท่านประธานให้คำตอบที่น่าสนใจครับ
---> "จริง ๆ แล้วสาขานั้นไม่ได้ขาดทุนอะไร แต่แค่พออยู่ได้ ไม่ถึงกับกำไรมากมาย แต่ถ้าคิดในแง่ของบริษัทที่ต้องการให้คนไทยสามารถเข้าถึงความรู้ได้มากขึ้นแล้วนั้น ผมจึงคิดว่าการเปิดสาขานั้นต่อไปก็ไม่ได้มีข้อเสีย"
เป็นการตอบย้ำถึงอุดมการณ์ของ SE-ED ที่มีมาตั้งแต่เปิดบริษัทอย่างดีเลยทีเดียวครับ

เรื่องดี ๆ อีกเรื่องหนึ่งของ SE-ED ก็คือ SE-ED อนุญาตให้ลูกค้าโดยเฉพาะเด็ก ๆ สามารถนั่งอ่านหนังสือในร้านได้โดยพนักงานจะไม่มีการไล่อย่างเด็ดขาด บางสาขาโดยเฉพาะสาขาอ่อนนุช จะเห็นเด็กนั่งพื้นอ่านหนังสือกันเต็มร้าน ซึ่งก็เป็นภาพที่น่ารักไปอีกแบบของร้าน SE-ED (บางครั้งเยอะเกินจนไม่มีที่จะเดินเลยทีเดียว) พนักงานก็ใจดีให้อ่านได้ตามสบายครับ

ขากลับผมขอติดรถ อ.ยืนกลับมาที่ม.เกษตร ก็เลยได้คุยกับอาจารย์อย่างเป็นทางการครั้งแรก ทั้ง ๆ ที่เรียนมา 4 ปีจนจบไปแล้ว ไม่เคยได้คุยกับอาจารย์อย่างจริงจังเลยแม้แต่ครั้งเดียว อาจารย์บอกผมว่าผู้บริหารปัจจุบัน หลายคนเป็นพนักงานใหญ่โตของบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ของประเทศมาก่อน แต่เพราะเบื่อการทำงาน ก็เลยมาอยู่กับ SE-ED ซึ่งแม้ว่าเงินเดือนของผู้บริหารของ SE-ED เมื่อเทียบกับบริษัทที่อยู่ในสายเดียวกันและมีผลกำไรเท่ากันแล้ว SE-ED จะให้เงินเดือนผู้บริหารน้อยกว่าบริษัทอื่น ๆ อยู่เสมอ แต่ผู้บริหารนั้น ๆ ก็รู้สึกสบายใจกว่าที่ได้ทำงานที่นี่

คำว่าโกง ดูเหมือนจะไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของ SE-ED เลยในความคิดของผม

ปัจจุบัน SE-ED ยังคงเดินตามอุดมการณ์ของตนเองที่มุ่งจะช่วยให้คนไทยเก่งขึ้น โดยล่าสุด SE-ED ได้จับมือกับพันธมิตรจัดตั้ง โรงเรียนเพลินพัฒนา ขึ้น ซึ่งเป็นโรงเรียนแนวคิดใหม่ที่มุ่งสอนให้เด็กไทย คิดดี คิดได้ และคิดเป็น

จากที่กล่าวมาทั้งหมดผมจึงขอยกย่อง SE-ED เป็นบริษัทเอกชนบริษัทหนึ่งที่น่ายกย่องของเมืองไทยเลยครับ

2008/Apr/25

หลังจากรักษาความบริสุทธิ์ของรถเอาไว้ได้ถึง 6 ปี ไม่เคยชน และแล้วครั้งแรกก็มาถึง

ช่วงเวลา prime time 17.00 น. ผมขับรถกลับจากหมอชิตมุ่งหน้าจะกลับไปทำหน้าที่ของลูกที่ดีที่บ้านศาลายา หลังจากข้ามสะพานซังฮี้ ทุกอย่างก็ดูวุ่นวายเป็นปกติของกรุงเทพฯ รถมากมายล้านแปด ขับรถขึ้นสะพานจะเข้าสู่ถนนบรมราชชนนี ขับ ๆ อยู่คันหน้าก็เหยียบเบรกดัง เอี๊ยด....ด....ด (อ้าวชิบแล้วไง)

สมองสั่งการอย่างรวดเร็ว
1. มองกระจกหลังทันทีว่ารถคันหลัง (มินิคูเปอร์เสียด้วย) เค้าจี้หลังเราอยู่ไหม ผลเป็นไปตามคาด จี้
2. ผมค่อย ๆ เบรก ตามระยะที่เหลืออยู่หน้ารถ (ไม่เบรกทันทีเพราะถ้าเบรกทันทีข้างหลังชนแน่)

รถของผมหยุดทัน รถข้างหลังก็หยุดทัน เฮ้อเกือบไป ทันใดนั้นก็มีเสียง ปุ้ง!! (รถกระบะคันที่สามชนมินิคูเปอร์อย่างแรง) แล้วก็ ปุ้ง!! (รถกระบะดันรถมินิมาชนรถผม (T-T) ไม่นะ อุตส่าห์เบรกทัน )

แล้วก็มีอีก ปุ้ง!! รถคันที่ 4 รถเก๋ง ชนรถคันที่ 3 อีกที แต่เดี๋ยวก่อนยังมีอีก ปุ้ง!! รถตู้ผู้โชคดีคันสุดท้าย(คันที่ 5) ชนรถเก๋งอีกครั้ง

โศกนาฏกรรม 5 คันก็จอดคาอยู่ที่บนสะพาน

สักพักตำรวจก็มาพ่นสเปร์ย ผมตะโกนด่าไปว่าเฮ้ย!! นี่มันถนนสาธารณะนะ เอาสเปรย์มาฉีดเล่นได้ไง (พูดเล่นนะครับไม่ได้พูดออกไปหรอก)

หลังจากนั้นแต่ละคันก็ move ตัวเองออกจากท้องถนน เพื่อเจรจา

เนื่องจาก รถแต่ละคันมีประกันกันหมด ยกเว้นรถมินิคูเปอร์ ที่ประกันเพิ่งหมดได้ 15 วัน แต่ดูเจ้าของก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเพราะไม่ได้ผิด และรวย ทุก ๆ คนก็เลยดูไม่มีใครเครียดอะไรกันเลย คุยกันอย่างกันเอง ไปไหนหรอครับ เมื่อกี้ชนกันยังไงนะ อ๋อเรียนที่เกษตรหรอครับดีจัง บลา ๆ ๆ
แต่ความเครียดเริ่มมาทันทีเมื่อบริษัทประกันมาถึง

สิ่งที่พบจากเหตุการณ์นี้ก็คือ
1. เจ้าของมินิ คูเปอร์ ภูมิใจกับรถของตนเองมาก เพราะพี่แกโดนรถกระบะชนแรงมาก (รถกระบะกันชนหลุดเลยทีเดียว) แต่รถมินิมีแค่รอยถลอกมากมาย แต่ไม่บุบสลายเลย "แหมน่าภูมิใจจริง ๆ ไม่เสียแรงที่ซื้อมาแพง" เจ้าของรถกล่าว

2. ทฤษฎีที่ว่าหากมีรถหลาย ๆ คันชนกันแล้วคันหลังสุดต้องจ่ายเสมอนี่ผิดนะครับ เพราะในกรณีนี้
รถกระบะคันที่ 3 ที่พุ่งชนรถคันที่สองจนไถลมาชนคันของผม ต้องจ่ายค่าเสียหายในส่วนหัวและท้ายของคันที่ 2 และส่วนท้ายของรถผมแต่
รถคันที่ 4 ต้องจ่ายค่าเสียหายในส่วนท้่ายของคันที่ 3 ทั้งนี้เหตุผลเพราะว่าคันที่ 4 พุ่งชนคันที่ 3 ก่อนที่คันที่ 5 จะมาพุ่งชนคันที่ 4 และ
คันที่ 5 ซึ่งเป็นคันสุดท้ายจึงจ่ายค่าเสียหายเฉพาะของคันที่ 4 เท่านั้น
รถทุกคันทำประกันชั้นสามหมดยกเว้นผม(ชั้น 1) และมินิคูเปอร์ที่ประกันหมด ทำให้คันที่ 3, 4, 5 ต้องจ่ายค่าซ่อมในส่วนหน้าของรถตนเอง ร้องกันไปตาม ๆ กัน

3.ประกันของแต่ละคัน จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะไม่จ่าย หรือจ่ายน้อยที่สุด เช่น รถผมเค้าไม่เชื่อว่ารอยที่เกิดจากการชนด้านท้ายของผมเป็นรอยที่เกิดจากการชนล่าสุด ต้องเถียงกันสนุกสนาน รถมินิคูเปอร์ก็มาช่วยผมเถียง จนมินิขับรถของเขามาจ่อท้ายให้ดูเลยว่าเป็นรอยที่สอดคล้องกันจริง ๆ กระโปรงหน้ารถมินิคูเปอร์บุบเล็กน้อยจากการชนท้ายรถผม ประกันก็บอกว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะกระโปรงของมินิสั้นกว่ากันชนข้างหน้า เฮ้อ ก็ต้องเถียงกันสนุกสนานอีก ผมก็ไปช่วยรถมินิเถียง กลายเป็นสงครามระหว่างทีมเจ้าของรถ กับทีมของบริษัทประกัน ก็แปลกดีนะครับ แทนที่จะเป็นเจ้าของรถแต่ละคันเถียงกัน กลับกลายเป็นเ้จ้าของรถแต่ละคันช่วยกันเถียงกับบริษัทประกัน ผมก็ไม่รู้ว่าบริษัทประกันที่มาเร็ว ไปเร็ว แล้วรับผิดชอบอย่างดีจริง ๆ เนี่ยจะมีจริงหรือเปล่า แต่ก็แอบเข้าใจนะครับว่าประเทศนี้ก็มีคนชอบโมเมเยอะ อารมณ์หมาที่บ้านกัดกันชนมา ก็เลยเนียนว่าเป็นรอยรถชนไปเลย

บทเรียนท้ายเรื่อง
1. การเว้นระยะหน้ารถ มีประโยชน์จริง ๆ ครับ อย่าขับจี้ท้ายกันเลยนะครับ จะเบรกไม่ทันเอา
2. สามัคคีคือพลัง อย่าไปยอมบริษัทประกันนะครับพี่น้อง ถ้าเราเสียหายจากการชนจริง ๆ
3. รถมินิคูเปอร์แข็งแกร่งกว่าที่คุณคิด เชื่อผมสิ