Diary

31 สิงหาคม 2548

อาการที่คาดว่าควรจะดีขึ้นกลับทรุดหนักลงจนทุกที ตื่นเช้ามาเวลา 5.45 น. ด้วยว่าวันนี้ภาควิชาผมมีงานทำบุญตักบาตรประจำปี ผมซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดงานจึงจำต้องตื่นแต่เช้า แต่ว่าผมเองก็ยังไม่อยากตื่น เพราะแม้ว่าน้ำมูกจากแห้งหายไปหมดแล้ว แต่อาการมึนหัวยังคงอยู่ แต่ว่าหน้าที่คือหน้าที่ผมจำเป็นต้องไป

ถึงมหาลัย งานมากมายแม้เพื่อน ๆ จะช่วยกันเต็มที่แต่ ผมก็โดยเรียกใช้อยู่ดีคงเป็นเพราะอาจารย์รู้จักผมเยอะกระมัง น้ำมูกที่แห้งหายกลับกลายเพิ่มพูนอีกครั้ง ผมเริ่มลำบากขึ้นทุกทีแล้วล่ะสิ จบงานเวลา 8.30น. ผมมีเรียนต่อตอนเก้าโมงแต่จังหวะนี้อาการแบบนี้เข้าเรียนไปคงไม่มีอะไรเข้าหัวแน่ ๆ ผมจึงตัดสินใจนอนพักในห้องชุมนุม นอน นอน นอน แล้วก็นอน จนเวลา 12.30น. เพื่อน ๆ เริ่มเลิกเรียนในภาคเช้า เริ่มมีคนแวะเวียนเข้ามาในห้องชุมนุม ผมจึงตื่นขึ้นแต่คราวนี้เหมือนทุกสิ่งทุกอย่างมันพร้อมกันมาลุมเร้าที่ตัวผม ทั้งน้ำมูกที่เคยแห้งหายคราวนี้เพิ่มทวีโถมมาเต็มกำลัง อาการมึนหัวก็มากขึ้น แล้วยังมีสมาชิกใหม่อีกคืออาการมวนท้อง ผมรู้สึกว่าหากปล่อยทิ้งไว้อย่างนี้ คงไม่ดีแน่ แค่นอนพักอย่างเดียวคงไม่พอ ผมจึงต้องขอความช่วยเหลือจากใรสักคนหนึ่งแล้ว

ผมโทรศัพท์หาเพื่อนสนิทคนนึง คนทีผมสนิทมาก เค้ามารับผมในทันทีแล้วพาผมไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เมื่อพบหมอ หมอก็วินิจฉัยสรุปว่าผมเป็นโรคเครียดซึ่งผมเองก็ไม่ได้ตกใจอะไรเพราะช่วงหลัง ๆ นี้มีเรื่องมากมายให้คิดจริง ๆ ได้แต่คิดว่ามันคงถึงเวลาแล้วที่ผมควรจะต้องเลิกทำงานให้ภาค ให้เพื่อน ๆ แล้วหันมาดูแลตัวเองซักที

เสร็จภาระกิจที่โรงพยาบาลเพื่อนผมคนนี้ขับรถพาผมกลับไปที่หอพัก โทรสั่งข้าวเที่ยงให้ผมกินผสมน้ำเกลือแร่ให้ผมดื่ม แล้วก็อยู่เฝ้าผมจนเวลาถึงบ่ายสามก่อนที่จะกลับไปเรียนต่อ

ผมก็นอนอยู่ที่หอต่อไปด้วยอาการเหนื่อยล้า จนถึงเวลา 18.15น. เพื่อนผมคนนี้ก็กลับมาอีกครั้ง พร้อมอาหารมื้อเย็นและขนมที่ผมชอบกิน

หากวันนี้ผมไม่มีเพื่อนคนนี้ ผมคงแย่สุด ๆ จึงอยากขอบคุณ ขอบใจ กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เพื่อนให้กับเพื่อน ผมว่าหากชีวิตนี้ที่ผมเกิดมา ผมสามารถหาเพื่อนแท้ได้สักคน ผมก็พอใจแล้วล่ะครับ เพราะคำว่าเพื่อนมันมีความหมายมากจริง ๆ


edit @ 2005/09/01 19:37:58