ฉันคุยกับครูจูหลิง ว่าพวกเราผิดที่เกิดมาเป็นครูไทยพุทธ ถึงถูกทำร้ายเหมือนไม่ใช่มนุษย์ ผู้ชายมุสลิมนับร้อยคนที่ละหมาดยังไม่มีน้ำใจจะช่วยผู้หญิงที่ถูกรังแกอย่างหมดทางสู้
วันเกิดเหตุเวลาประมาณเที่ยงเธอและเพื่อนครูคนอื่น ๆ นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เพื่อไปรับประทานอาหารที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไม่มีชื่อหน้าโรงเรียน ขณะรับประทานอาหารก็สังเกตเห็นว่ามีชาวบ้านซึ่งเป็นผู้หญิงแทบทั้งหมดรวมประมาณ 50 คน ออกมารวมตัวกัน
ห่างจากกลุ่มครูไปประมาณ 40 เมตร
ในขณะนั้นไม่มีใครสนใจอะไร เพราะเข้าใจว่าชาวบ้านคงมารวมตัวเพื่อละหมาดตามปกติในวันศุกร์ และมาทราบทีหลังว่าการรวมตัวของชาวบ้านเกิดจากทหารเข้าไปจับชาวบ้านผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง
กระทั่งกินก๋วยเตี๋ยวใหล้หมดชาม เพื่อนครูที่มาด้วยกัน บอกว่า ชาวบ้านพูดเป็นภาษามาลายูผ่านเสียงตามสายของมัสยิดว่าให้มารวมตัวกันและจะจับครูไทยพุทธเป็นตัวประกันเพื่อแลกกับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัว ระหว่างนั้นเพื่อนครูได้นำผ้าคลุมศรีษะมาให้สวมเพื่อพรางตัวแต่ก็ไม่ทันเพราะเป็นจังหวะเดียวกันกับกลุ่มชาวบ้านหญิงเดินเข้ามาที่ร้านพร้อมทั้งกระชากผ้าคลุมศรีษะออก และได้จับลากออกไปนอกร้านทันที
ระหว่างถูกลากตัวไปนั้น บังเอิญเธอสะดุดล้มเพื่อนครูมุสลิมที่นั่งด้วยกันได้ออกมาช่วยขอร้องกลุ่มชาวบ้านผู้หญิงว่า อย่าทำรุนแรงค่อยพูดค่อยจากันก็ได้ ทำให้กลุ่มชาวบ้านไม่พอใจ ผลักเพื่อนครูมุสลิมจนล้มไปอีกคน
ในขณะที่ตัวเธอถูกลากและตบตีด้วยมือจากผู้หญิงจำนวนมากเพื่อนำตัวขึ้นไปบนอาคารเรียนชั้น 2 เมือ่พบกับน.ส.จูหลิง ปงกันมูล ผู้ช่วยครุซึ่งกำลังป่วยเป็นโรคกระเพาะ แต่กลุ่มชาวบ้านผู้หญิงก็ไม่สนใจ ยังลากครูจูหลิง ลงมาชั้นล่างพร้อมกับเธอ
ขณะถูกลากตัวไปนั้นชาวบ้านก็ลงมือทุบตีเราทั้งคู่ตลอดระยะทางไปมิสยิดประจำหมู่บ้าน ที่มีชาวบ้านกว่า 100 คน กำลังละหมาดอยู่ เราได้ร้องขอความช่วยเหลือ แต่ชาวบ้านก็ยังคงก้มหน้าก้มตาละหมาดต่อไปตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากนั้นก็นำตัวเธอและครุจูหลิง มากักขังไว้ที่ห้องเก็บของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ 400 เมตร ในเวลาเดียวกันกลุ่มผู้ชุมนุมได้เข้ามาล๊อกกุญแจขังเธอและครูจูหลิงเอาไว้
สภาพจิตใจตอนนั้นย่ำแย่เพราะกลัวมาก ภายในห้องมืดมากไม่เห็นอะไรเลย ทำได้อย่างเดียวคือการปลอบใจซึ่งกัน
เมื่อถูกขังประมาณ 5 นาที มีเพื่อนครูมุสลิมเข้ามางัดหน้าต่างดุ แต่ชาวบ้านผู้หญิงที่คุมอยู่บอกว่าให้คุยกันได้แค่ 2 นาที เพื่อนครูคนหนึ่งถามเราว่าเป็นอย่างไรบ้าง เราตอบแต่เพียงว่าให้ช่วยชีวิตด้วย
เวลาผ่านไป 5 นาที ก็มีชายวันรุ่นประมาณ 10 คน งัดประตูเข้ามาในห้องโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ทั้งหมดใช้ไม้ที่ถือมาด้วยกระหน่ำตีเราทั้งคู่จนสะบักสะบอม ด้วยความเจ็บปวด ครูจูหลิงจึงขัดขืนต่อสู้ จยถูกตีเข้าที่ศรีษะและตามลำตัวอย่างไม่ยั้งมือจนแขนหัก ที่ศีรษะก็มีมีเลือดอาบโชกไปหมด นอนหมดสติ ส่วนเธอเองจึงคลานเข้าไปใต้เตียงเก่าภายในห้อง แต่ก็ถูกกลุ่มชายวัยรุ่นลากตัวออกมาตีซ้ำอีก
ขณะที่ครูจูหลิงนอนสลบอยู่นั้น วัยรุ่นคนหนึ่งในกลุ่มพูดว่า ต้องการจะจับครูเป็นตัวประกันเพื่อให้ปล่อยตัวชาวบ้านที่เจ้าหน้าที่จับกุมไปก่อนหน้านี้ เธอเองก็บอกว่าจะช่วยเจรจากับเจ้าหน้าที่ให้ แต่กลุ่มชายวัยรุ่นก็ไม่ฟังเสียง ยังคงรุมตีพวกเธอต่อ ก่อนจะแยกย้ายกันวิ่งออกจากห้อง
"ฉันจับมือครูจูหลิงเพื่อปลอบ เห็นมือครูจูหลิงแสดงอาการตอบรับในขณะที่ศีรษะมีเลือดไหลออกมาเป็นลิ่ม ๆ ฉันจึงเอาศีรษะของครูจูหลิงมาแนบกับอกพร้อมกับพูดว่า หากผ่านวันนี้ไปอย่าลืมเหตุการณ์นี้ จงทำใจดี ๆ ไว้ เพราะไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ถึงพรุ่งนี้หรือเปล่า"
ที่นำเรื่องนี้ขึ้นมาเขียนไม่ได้อยากจะสร้างความแตกแยกให้สังคมไทยนะ คนมุสลิมหลายคนก็มีน้ำใจกับผมมากมาย
แต่อยากจะใหทุกคนได้เห็น ได้คิด ครูจูหลิงเป็นครุที่บ้านเกิดเมืองนอนอยู่ จ.เชียงราย แต่อาสาไปสอนหนังสือยังใต้สุดของประเทศ
ผมขอเว้นพื้นที่ตรงนี้ สดุดีความดีและความเสียสละของครูทุกคน ที่อุทิศตัวเองให้สังคมอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ
จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 21 พ.ค. 49
วันเกิดเหตุเวลาประมาณเที่ยงเธอและเพื่อนครูคนอื่น ๆ นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เพื่อไปรับประทานอาหารที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไม่มีชื่อหน้าโรงเรียน ขณะรับประทานอาหารก็สังเกตเห็นว่ามีชาวบ้านซึ่งเป็นผู้หญิงแทบทั้งหมดรวมประมาณ 50 คน ออกมารวมตัวกัน
ห่างจากกลุ่มครูไปประมาณ 40 เมตร
ในขณะนั้นไม่มีใครสนใจอะไร เพราะเข้าใจว่าชาวบ้านคงมารวมตัวเพื่อละหมาดตามปกติในวันศุกร์ และมาทราบทีหลังว่าการรวมตัวของชาวบ้านเกิดจากทหารเข้าไปจับชาวบ้านผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง
กระทั่งกินก๋วยเตี๋ยวใหล้หมดชาม เพื่อนครูที่มาด้วยกัน บอกว่า ชาวบ้านพูดเป็นภาษามาลายูผ่านเสียงตามสายของมัสยิดว่าให้มารวมตัวกันและจะจับครูไทยพุทธเป็นตัวประกันเพื่อแลกกับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัว ระหว่างนั้นเพื่อนครูได้นำผ้าคลุมศรีษะมาให้สวมเพื่อพรางตัวแต่ก็ไม่ทันเพราะเป็นจังหวะเดียวกันกับกลุ่มชาวบ้านหญิงเดินเข้ามาที่ร้านพร้อมทั้งกระชากผ้าคลุมศรีษะออก และได้จับลากออกไปนอกร้านทันที
ระหว่างถูกลากตัวไปนั้น บังเอิญเธอสะดุดล้มเพื่อนครูมุสลิมที่นั่งด้วยกันได้ออกมาช่วยขอร้องกลุ่มชาวบ้านผู้หญิงว่า อย่าทำรุนแรงค่อยพูดค่อยจากันก็ได้ ทำให้กลุ่มชาวบ้านไม่พอใจ ผลักเพื่อนครูมุสลิมจนล้มไปอีกคน
ในขณะที่ตัวเธอถูกลากและตบตีด้วยมือจากผู้หญิงจำนวนมากเพื่อนำตัวขึ้นไปบนอาคารเรียนชั้น 2 เมือ่พบกับน.ส.จูหลิง ปงกันมูล ผู้ช่วยครุซึ่งกำลังป่วยเป็นโรคกระเพาะ แต่กลุ่มชาวบ้านผู้หญิงก็ไม่สนใจ ยังลากครูจูหลิง ลงมาชั้นล่างพร้อมกับเธอ
ขณะถูกลากตัวไปนั้นชาวบ้านก็ลงมือทุบตีเราทั้งคู่ตลอดระยะทางไปมิสยิดประจำหมู่บ้าน ที่มีชาวบ้านกว่า 100 คน กำลังละหมาดอยู่ เราได้ร้องขอความช่วยเหลือ แต่ชาวบ้านก็ยังคงก้มหน้าก้มตาละหมาดต่อไปตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากนั้นก็นำตัวเธอและครุจูหลิง มากักขังไว้ที่ห้องเก็บของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ 400 เมตร ในเวลาเดียวกันกลุ่มผู้ชุมนุมได้เข้ามาล๊อกกุญแจขังเธอและครูจูหลิงเอาไว้
สภาพจิตใจตอนนั้นย่ำแย่เพราะกลัวมาก ภายในห้องมืดมากไม่เห็นอะไรเลย ทำได้อย่างเดียวคือการปลอบใจซึ่งกัน
เมื่อถูกขังประมาณ 5 นาที มีเพื่อนครูมุสลิมเข้ามางัดหน้าต่างดุ แต่ชาวบ้านผู้หญิงที่คุมอยู่บอกว่าให้คุยกันได้แค่ 2 นาที เพื่อนครูคนหนึ่งถามเราว่าเป็นอย่างไรบ้าง เราตอบแต่เพียงว่าให้ช่วยชีวิตด้วย
เวลาผ่านไป 5 นาที ก็มีชายวันรุ่นประมาณ 10 คน งัดประตูเข้ามาในห้องโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ทั้งหมดใช้ไม้ที่ถือมาด้วยกระหน่ำตีเราทั้งคู่จนสะบักสะบอม ด้วยความเจ็บปวด ครูจูหลิงจึงขัดขืนต่อสู้ จยถูกตีเข้าที่ศรีษะและตามลำตัวอย่างไม่ยั้งมือจนแขนหัก ที่ศีรษะก็มีมีเลือดอาบโชกไปหมด นอนหมดสติ ส่วนเธอเองจึงคลานเข้าไปใต้เตียงเก่าภายในห้อง แต่ก็ถูกกลุ่มชายวัยรุ่นลากตัวออกมาตีซ้ำอีก
ขณะที่ครูจูหลิงนอนสลบอยู่นั้น วัยรุ่นคนหนึ่งในกลุ่มพูดว่า ต้องการจะจับครูเป็นตัวประกันเพื่อให้ปล่อยตัวชาวบ้านที่เจ้าหน้าที่จับกุมไปก่อนหน้านี้ เธอเองก็บอกว่าจะช่วยเจรจากับเจ้าหน้าที่ให้ แต่กลุ่มชายวัยรุ่นก็ไม่ฟังเสียง ยังคงรุมตีพวกเธอต่อ ก่อนจะแยกย้ายกันวิ่งออกจากห้อง
"ฉันจับมือครูจูหลิงเพื่อปลอบ เห็นมือครูจูหลิงแสดงอาการตอบรับในขณะที่ศีรษะมีเลือดไหลออกมาเป็นลิ่ม ๆ ฉันจึงเอาศีรษะของครูจูหลิงมาแนบกับอกพร้อมกับพูดว่า หากผ่านวันนี้ไปอย่าลืมเหตุการณ์นี้ จงทำใจดี ๆ ไว้ เพราะไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ถึงพรุ่งนี้หรือเปล่า"
ที่นำเรื่องนี้ขึ้นมาเขียนไม่ได้อยากจะสร้างความแตกแยกให้สังคมไทยนะ คนมุสลิมหลายคนก็มีน้ำใจกับผมมากมาย
แต่อยากจะใหทุกคนได้เห็น ได้คิด ครูจูหลิงเป็นครุที่บ้านเกิดเมืองนอนอยู่ จ.เชียงราย แต่อาสาไปสอนหนังสือยังใต้สุดของประเทศ
ผมขอเว้นพื้นที่ตรงนี้ สดุดีความดีและความเสียสละของครูทุกคน ที่อุทิศตัวเองให้สังคมอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ
จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 21 พ.ค. 49