Outside

ช่วงสอบอารมณ์ชิวจัด เลยหยิบหนังสือที่เคยซื้อเมื่อนานมาแล้วแต่ไม่ได้อ่านเสียทีมาอ่านดู แล้วก็รู้สึกว่าเราวางหนังสือเล่มนี้ไปได้ยังไงเนี่ย หนังสือดีขนาดนี้ เลยหยิบบทความบางตอนของหนังสือมาให้ลองอ่านกันดูนะ อ่านแล้วอาจทำให้ใครหลาย ๆ คนหยุดกลับมาเป็นคนธรรมดาดูบ้าง

เรื่องธรรมดา

เรื่องธรรมดาเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ใจ เช่นเดียวกับคนธรรมดาอาจไม่เป็นที่จดจำของผู้คน ใคร ๆ ในสังคมจึงใช้ความพยายามที่จะเป็นการ "ไม่ธรรมดา"

คนที่มีความทุกข์ส่วนใหญ่ก็มีความทุกข์จากความไม่ธรรมดา ต้องเข้าใจว่าความทุกข์ของคนเรานั้นมีเป็นความทุกข์จริง ๆ ประมาณ๑๐เปอร์เซ็นต์ ความทุกข์ประเภทนี้ได้แก่ การถูกเหยียบเท้าแล้วก็เจ็บ ตากฝนก็หนาว จะเห็นว่าความทุกข์ประเภทนี้เป็นความทุกข์ที่ทุก ๆ คนมีอยู่ใกล้เคียงกัน ที่เหลืออีก๙๐เปอร์เซ็นต์ต่างหากที่เป็นความแตกต่างไปในแต่ละคนตามความคิดและโลกทัศน์

ผู้ติดเชื้อเอดส์เมื่อทราบผลเลือดของตนเองย่อมเกิดความทุกข์ใจอย่างมาก แต่ครั้นพบว่ามีผู้ติดเชื้ออีกจำนวนมาก มีเพื่อนร่วมชะตากรรมก็จะทำให้คลายความทุกข์ลงไปได้

แม่บ้านที่ติดเชื้อเอดส์จำนวนมากไม่ได้มีความทุกข์ใจมากนัก เพราะรู้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าหากสามีเป็นนักเที่ยวแล้วนำเอาโรคร้ายมาให้อันเป็นความรู้สึกว่าปัญหาของตนมีคำอธิบาย

การมองว่าธรรมดาไม่ใช่ว่าเป็นการโทษตนเองหรือโทษผู้อื่น แต่เป็นมุมมองว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้มีที่มาที่ไป เมื่อทำเช่นนี้ก็จะมีผลตามมาไม่ช้าก็เร็ว

ที่จริงแล้วการมองสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตว่าเป็นเรื่องธรรมดา(มีสาเหตุ อธิบายได้) จะทำให้จิตใจลดความสับสน ลดความทุกข์ที่เกิดขึ้น ต่อจากนั้นจึงตามมาด้วยการแก้ไขปัญหาหรือกระทำด้วยจิดใจที่มีพลัง

การมองสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นเรื่องธรรมดา(มีสาเหตุ อธิบายได้) มิได้ให้ผู้คนงอมืองอเท้ารอรับชะตากรรม แต่กลับมีจิตใจที่แจ่มใสขึ้นสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ต่างหาก

นักเรียนที่สอบตกมองเห็นความธรรมดาของผลสอบ (สอบตกเพราะตนอ่านหนังสือไม่พอ ข้อสอบยาก ฯลฯ) ก็ย่อมมีจิดใจผ่อนคลายลง สามารถหาเหตุผลเพิ่มเติมและวางแนวทางแก้ไขปัญหาได้ว่าครั้งหน้าตนจะทำอย่างไร

คุณพ่อรายหนึ่ง เครียดและไม่พอใจที่ลุกชายคนเดียวสอบได้ ๔ ไม่ครบทุกวิชา เจ้าลูกชายก็เครืยดมาก การสอบได้๓.๙กลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดาไปเสียแล้ว เทอมต่อมาความเครียดนี้เองได้ทำให้เขาเจ็บป่วยจนต้องพักการเรียนไปหนึ่งเทอม

หากคุณพ่อเข้าใจในความธรรมดาได้ว่า การสอบนั้นมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมตัวของเด็ก คู่แข่งในห้องเรียน ความยากง่ายของข้อสอบ ก็จะมีจิดใจสงบขึ้น ไม่เคร่งเครียดจนเกินไป ต่อจากนั้นอาจใครครวญปรับปรุงกันอีกที

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องธรรมดาจริง ๆ

ตัดบางส่วนมากจากหนังสือ "สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ" เขียนโดยนายแพทย์เทอดศักดิ์ เดชคง

ฉันคุยกับครูจูหลิง ว่าพวกเราผิดที่เกิดมาเป็นครูไทยพุทธ ถึงถูกทำร้ายเหมือนไม่ใช่มนุษย์ ผู้ชายมุสลิมนับร้อยคนที่ละหมาดยังไม่มีน้ำใจจะช่วยผู้หญิงที่ถูกรังแกอย่างหมดทางสู้
วันเกิดเหตุเวลาประมาณเที่ยงเธอและเพื่อนครูคนอื่น ๆ นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เพื่อไปรับประทานอาหารที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไม่มีชื่อหน้าโรงเรียน ขณะรับประทานอาหารก็สังเกตเห็นว่ามีชาวบ้านซึ่งเป็นผู้หญิงแทบทั้งหมดรวมประมาณ 50 คน ออกมารวมตัวกัน
ห่างจากกลุ่มครูไปประมาณ 40 เมตร
ในขณะนั้นไม่มีใครสนใจอะไร เพราะเข้าใจว่าชาวบ้านคงมารวมตัวเพื่อละหมาดตามปกติในวันศุกร์ และมาทราบทีหลังว่าการรวมตัวของชาวบ้านเกิดจากทหารเข้าไปจับชาวบ้านผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง
กระทั่งกินก๋วยเตี๋ยวใหล้หมดชาม เพื่อนครูที่มาด้วยกัน บอกว่า ชาวบ้านพูดเป็นภาษามาลายูผ่านเสียงตามสายของมัสยิดว่าให้มารวมตัวกันและจะจับครูไทยพุทธเป็นตัวประกันเพื่อแลกกับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัว ระหว่างนั้นเพื่อนครูได้นำผ้าคลุมศรีษะมาให้สวมเพื่อพรางตัวแต่ก็ไม่ทันเพราะเป็นจังหวะเดียวกันกับกลุ่มชาวบ้านหญิงเดินเข้ามาที่ร้านพร้อมทั้งกระชากผ้าคลุมศรีษะออก และได้จับลากออกไปนอกร้านทันที
ระหว่างถูกลากตัวไปนั้น บังเอิญเธอสะดุดล้มเพื่อนครูมุสลิมที่นั่งด้วยกันได้ออกมาช่วยขอร้องกลุ่มชาวบ้านผู้หญิงว่า อย่าทำรุนแรงค่อยพูดค่อยจากันก็ได้ ทำให้กลุ่มชาวบ้านไม่พอใจ ผลักเพื่อนครูมุสลิมจนล้มไปอีกคน
ในขณะที่ตัวเธอถูกลากและตบตีด้วยมือจากผู้หญิงจำนวนมากเพื่อนำตัวขึ้นไปบนอาคารเรียนชั้น 2 เมือ่พบกับน.ส.จูหลิง ปงกันมูล ผู้ช่วยครุซึ่งกำลังป่วยเป็นโรคกระเพาะ แต่กลุ่มชาวบ้านผู้หญิงก็ไม่สนใจ ยังลากครูจูหลิง ลงมาชั้นล่างพร้อมกับเธอ
ขณะถูกลากตัวไปนั้นชาวบ้านก็ลงมือทุบตีเราทั้งคู่ตลอดระยะทางไปมิสยิดประจำหมู่บ้าน ที่มีชาวบ้านกว่า 100 คน กำลังละหมาดอยู่ เราได้ร้องขอความช่วยเหลือ แต่ชาวบ้านก็ยังคงก้มหน้าก้มตาละหมาดต่อไปตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากนั้นก็นำตัวเธอและครุจูหลิง มากักขังไว้ที่ห้องเก็บของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ 400 เมตร ในเวลาเดียวกันกลุ่มผู้ชุมนุมได้เข้ามาล๊อกกุญแจขังเธอและครูจูหลิงเอาไว้
สภาพจิตใจตอนนั้นย่ำแย่เพราะกลัวมาก ภายในห้องมืดมากไม่เห็นอะไรเลย ทำได้อย่างเดียวคือการปลอบใจซึ่งกัน
เมื่อถูกขังประมาณ 5 นาที มีเพื่อนครูมุสลิมเข้ามางัดหน้าต่างดุ แต่ชาวบ้านผู้หญิงที่คุมอยู่บอกว่าให้คุยกันได้แค่ 2 นาที เพื่อนครูคนหนึ่งถามเราว่าเป็นอย่างไรบ้าง เราตอบแต่เพียงว่าให้ช่วยชีวิตด้วย
เวลาผ่านไป 5 นาที ก็มีชายวันรุ่นประมาณ 10 คน งัดประตูเข้ามาในห้องโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ทั้งหมดใช้ไม้ที่ถือมาด้วยกระหน่ำตีเราทั้งคู่จนสะบักสะบอม ด้วยความเจ็บปวด ครูจูหลิงจึงขัดขืนต่อสู้ จยถูกตีเข้าที่ศรีษะและตามลำตัวอย่างไม่ยั้งมือจนแขนหัก ที่ศีรษะก็มีมีเลือดอาบโชกไปหมด นอนหมดสติ ส่วนเธอเองจึงคลานเข้าไปใต้เตียงเก่าภายในห้อง แต่ก็ถูกกลุ่มชายวัยรุ่นลากตัวออกมาตีซ้ำอีก
ขณะที่ครูจูหลิงนอนสลบอยู่นั้น วัยรุ่นคนหนึ่งในกลุ่มพูดว่า ต้องการจะจับครูเป็นตัวประกันเพื่อให้ปล่อยตัวชาวบ้านที่เจ้าหน้าที่จับกุมไปก่อนหน้านี้ เธอเองก็บอกว่าจะช่วยเจรจากับเจ้าหน้าที่ให้ แต่กลุ่มชายวัยรุ่นก็ไม่ฟังเสียง ยังคงรุมตีพวกเธอต่อ ก่อนจะแยกย้ายกันวิ่งออกจากห้อง
"ฉันจับมือครูจูหลิงเพื่อปลอบ เห็นมือครูจูหลิงแสดงอาการตอบรับในขณะที่ศีรษะมีเลือดไหลออกมาเป็นลิ่ม ๆ ฉันจึงเอาศีรษะของครูจูหลิงมาแนบกับอกพร้อมกับพูดว่า หากผ่านวันนี้ไปอย่าลืมเหตุการณ์นี้ จงทำใจดี ๆ ไว้ เพราะไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ถึงพรุ่งนี้หรือเปล่า"

ที่นำเรื่องนี้ขึ้นมาเขียนไม่ได้อยากจะสร้างความแตกแยกให้สังคมไทยนะ คนมุสลิมหลายคนก็มีน้ำใจกับผมมากมาย

แต่อยากจะใหทุกคนได้เห็น ได้คิด ครูจูหลิงเป็นครุที่บ้านเกิดเมืองนอนอยู่ จ.เชียงราย แต่อาสาไปสอนหนังสือยังใต้สุดของประเทศ

ผมขอเว้นพื้นที่ตรงนี้ สดุดีความดีและความเสียสละของครูทุกคน ที่อุทิศตัวเองให้สังคมอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 21 พ.ค. 49